Categories
เบเกอรี่

ขนมหวานคลายเครียด คัสตาร์ดเค้ก เนื้อนุ่มเด้ง หวานเข้มจัดเต็ม

คัสตาร์ดเค้ก

หากใครที่กำลังตามหาขนมหวานๆ รสชาติอร่อยทานได้แบบไม่มีขีดจำกัด ขอแนะนำ คัสตาร์ดเค้ก ถูกจัดให้เป็นขนมที่น่าทานเป็นอันดับต้นๆ ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล โดยคาราเมล คัสตาร์ดเค้กจะมีรสชาติหวานจัดจ้าน เนื้อนุ่มนิ่ม อร่อยฉ่ำๆ ทานได้ทั้งวัน และที่สำคัญหากทานคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ อย่าง สตอรเบอร์รี่โซดา ชาเขียว จะช่วยตัดความหวานของขนมได้ลงตัวสุดๆ สำหรับสายคาเฟ่หากไม่อยากพลาดขนมอร่อยๆ ต้องลองทานขนมคัสตาร์ดเค้กนุ่มนุ่ม รับรองจะต้องติดใจอย่างแน่นอน 

วิธีทำ คัสตาร์ดเค้ก เนื้อเด้งดึ๋ง สไตล์ทำเอง ทำง่ายๆ ได้ที่บ้าน 

คัสตาร์ดเค้ก

คัสตาร์ดเป็นขนมหวานที่ถูกนำมาผสมผสานกับขนมชนิดอื่นๆ ให้มีรสชาติอร่อยมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ คัสตาร์ด เค้ก เป็นเบเกอรี่ยอดนิยมที่มีการนำขนมเค้กรวมกับคัสตาร์คาราเมลจะได้รสชาติอร่อยเข้ากันได้อย่างลงตัวเป็นอย่างมาก สำหรับคนที่ชอบทานคัสตาร์ดอยู่แล้วสามารถมาลองทำขนมเค้กคัสตาร์ดทานได้ง่ายๆ เพียงแค่มีเตาอบที่บ้าน ว่าแต่วิธีทำจะง่ายขนาดไหนไปดูได้พร้อมๆ กันเลย 

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมแป้งเค้ก

  1. ไข่แดง 1 ฟอง
  2. มันรำข้าว 15 กรัม
  3. นมสด 20 กรัม
  4. ไข่ขาว 3 ฟอง
  5. น้ำตาลทราย 25 กรัม
  6. กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  7. น้ำเลม่อน 1 ช้อนชา
  8. แป้งเค้ก 40 กรัม
คัสตาร์ดเค้ก

ส่วนผสม และวัตถุดิบที่ต้องเตรียมทำคาราเมล

  1. น้ำตาลทราย 70 กรัม
  2. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมทำคัสตาร์ด

  1. น้ำตาลทราย 50 กรัม
  2. นมสด 130 กรัม
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. ไข่แดง 1 ฟอง
  5. กลิ่นวานิลลา 1 ½ ช้อนชา

คัสตาร์ดเค้กสูตรเบเกอรี่ทำเองจะใส่น้ำมันรำข้าวลงไปด้วย เพื่อให้ขนมมีกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น ส่วนการทำคาราเมลก็ง่ายๆ เพียงแค่นำน้ำตาลทราย ผสมน้ำแล้วนำมาตั้งเตา ใช้ไฟอ่อนๆ คนจนกว่าน้ำตาลเข้มข้น พักไว้ก่อน ต่อมาจะเป็นการทำแป้งเค้กดังนี้

คัสตาร์ดเค้ก
  1. ขั้นตอนแรกมาทำชิฟฟ่อนเค้ก เริ่มจากนำไข่แดง น้ำตาลทราย น้ำมันพืช นมสด และกลิ่นวานิลลา ใส่ของไปภาชนะที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่แป้งลงไป คนส่วนผสมทั้งหมดให้นื้อเดียวกัน จากนั้นนำไข่ขาว ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ใส่น้ำเลม่อนลงไป ตีส่วนผสมให้เข้ากันจนไข่ขาวตั้งยอด นำไปเทใส่แป้งเค้ก ตีส่วนผสมให้เข้ากัน 
  2. นำคาราเมลเทใส่พิมพ์ ตามด้วยคัสตาร์ด และแป้งเค้ก จากนั้นนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 40 นาที นำออกมาใช้มีดปลายแหลมแซะคว่ำ นำมาตัดเป็นชิ้นๆ พร้อมทานได้เลย
คัสตาร์ดเค้ก

คัสตาร์ดเค้กคาราเมล สไตล์เบเกอรี่ง่ายๆ ที่อบเสร็จร้อยจะได้ขนมเค้กที่เนื้อนุ่มเด้งดึ๋งๆ หอมคาราเมลละมุน น่าตาชวนทานเป็นอย่างยิ่ง และหากอยากทานขนมเย็นๆ สามารถนำไปแช่ในตู้เย็นก่อนนำมารับประทานจะช่วยให้รสชาติขนมอร่อยเย็นชื่นใจ สำหรับใครอยากทำขนมคัสตาร์ดเค้กทานแต่ไม่มีเตาอบ แนะนำ เค้กคัสตาร์ดนึ่ง รสชาติอร่อยเหมือนกัน 

เคล็ดลับสุดง่าย ทำ คัสตาร์ดเค้ก คาราเมล กลิ่นหอมละมุน อร่อยฉ่ำๆ 

คัสตาร์ดเค้ก

สำหรับหัวใจสำคัญของการทำขนม คัสตาร์ดเค้กคาราเมล ฉบับเบเกอรี่โฮมเมดอยู่ที่การทำซอสคาราเมลจะต้องทำให้ไหม้จนมีสีน้ำตาลเข้ม แต่อย่าให้ไหม้เกินไปเพราะน้ำซอสคาราเมลอาจจะมีรสขมได้ นอกจากนี้การเคี่ยวน้ำตาลจะต้องใช้หม้อสีขาว เพราะสามารถมองเห็นสีของน้ำตาลได้ชัดเจนมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็จะได้ซอสคาราเมลสีน้ำตาลเข้ม และมีกลิ่นหอมละมุน รสชาติหวานนุ่มลิ้น ส่วนอีกหนึ่งเคล็ดลับอยู่ที่การทำแป้งจะต้องนำแป้งมาร่อนเอาตะกอนออก เพื่อจะได้เค้กเนื้อเนียนละเอียดสวยงาม 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
เบเกอรี่

นำเสนอขนมแสนอร่อย เค้กแครอท สูตรโฮมเมด แป้งนุ่ม หอมกลิ่นครีมชีส 

เค้กแครอท

ขนมเค้กเป็นเมนูขนมที่มีหลากหลายชนิด แต่จะมีอยู่หนึ่งเมนูที่มีการนำผักมาทำเป็นขนมเค้ก นั่นก็คือ เค้กแครอท เนื้อเค้กมีความนุ่มนิ่ม สอดไส้แครอทสีสันสดใส และยังได้ประโยชน์ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้เค้กแครอทยังเป็นเมนูเบเกอรี่ยอดนิยมที่มีการนำมาใช้เป็นเค้กวันเกิดให้กับเด็กๆ และผู้ใหญ่อีกด้วย ดังนั้นใครที่กำลังหาขนมเค้กสำหรับจัดงานวันเกิด แนะนำเค้กแครอทครีมชีส เนื้อนุ่มกรุบกรอบ รสชาติหวานอร่อย หอมกลิ่นครีมชีสละมุนละไม 

เปิดวิธีการทำ เค้กแครอท สุดง่าย เนื้อเค้กสีส้มสดใสชวนทาน 

เค้กแครอท

วันนี้เรามีขนมเค้กสุดพิเศษมานำเสนอให้ได้ลองทำตามง่ายๆ อย่าง เค้ก แครอท เนื้อแน่นฟู อัดแน่นด้วยแครอทสีส้มสดใส พร้อมตกแต่งด้วยครีมชีสเข้มข้นส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วครัวชวนให้ลองทานสุดๆ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ตอนการทำขนมเค้กแครอทสูตรเบเกอรี่โฮมเมดเราจะต้องจัดการเตรียมวัตถุดิบ และส่วนผสมกันก่อน ดังนี้

  1. กลิ่นวานิลลา 1 ½ ช้อนชา
  2. ไข่ไก่ 5 ฟอง
  3. น้ำตาลทราย 300 กรัม
  4. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม
  5. น้ำมันรำข้าว 250 กรัม
  6. ลูกจันทน์ปุ่น 1 ช้อนชา
  7. อบเชย 2 ช้อนชา
  8. เกลือป่น ½ ช้อนชา
  9. เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนชา
  10. ผิวเลมอน 1 ช้อนชา
  11. วอลนัทอบ 150 กรัม
  12. แครอทปั่น 370 กรัม
เค้กแครอท

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมทำครีมชีส

  1. เนยสดรสจืด 70 กรัม
  2. น้ำตาลไอซิ่ง 130 กรัม
  3. น้ำเลมอน 2 ช้อนชา
  4. ครีมชีส 300 กรัม

ก่อนจะลงมือทำเค้กแครอท ตามสูตรเบเกอรี่ทำเองง่ายๆ จะต้องนำแครอทมาล้างน้ำให้สะอาด เสร็จแล้วหั่นให้เป็นชิ้นๆ นำไปปั่นให้ละเอียดเตรียมไว้ก่อน จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการทำขนมเค้กแครอทดังต่อไปนี้ 

เค้กแครอท
  1. นำไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลาใส่ลงอ่างผสมใช้เครื่องตีส่วนผสมด้วยความเร็วปานกลาง จากนั้นใส่น้ำตาลลงไปทีละน้อยๆ ตีนานประมาณ 6-7 นาที จนกว่าไข่จะฟู จากนั้นเทน้ำมันรำข้าวลงไป ลดความเร็วให้ต่ำลง จากนั้นนำแป้งสาลี อบเชย ลูกจันทน์ป่น เบกกิ้งโซดา และเกลือป่น ร่อนใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ นำมาเทใส่อ่างตีไข่ ใส่ผิวลูดเกด วอนัทสับ และแครอท ใช้ไม้พายตะล่อมส่วยผสมให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ เขาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 50 นาที 
  2. จากนั้นนำเค้กออกจากเตา คล่ำเค่กออกจากพิมพ์ ลอกกระดาษออก พักไว้ให้เย็น จากนั้นนำครีมชีส น้ำตาลไอซิ่ง และเนยสดด้วยความเร็วต่ำ จนได้เนื้อชีสเนียนละเอียด ใส่น้ำเลม่อน ตะล่อมให้เข้ากัน นำมาปาดบนเค้กที่เตรียมไว้ ตกแต่งหน้าเค้กด้วยเนื้อแครอทขูดเป็นฝอยให้สวยงาม
เค้กแครอท

เค้กแครอท สูตรครีมชีส หนึ่งในเมนูเบเกอรี่ยอดนิยมสไตล์ทำเบเกอรี่ง่ายๆ สามารถปรับลดปริมาณน้ำตาลได้หากไม่ชอบทานหวาน และในขั้นตอนอบขนมสามารถใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงเนื้อเค้กหากไม่มีแป้งติดไม้แสดงว่าแป้งเค้กสุกดีแล้วนำออกจากเตาอบได้เลย พร้อมตกแต่งด้วยครีมชีสเข้มข้น เพียงแค่นี้ก็เป็นอันเสร็จแล้วกับสูตร เค้กแครอทเค้กแครอท ใน ตำนานที่อร่อยทานได้ไม่มีเบื่อ

ขนมหวานลดน้ำหนัก เค้กแครอทสูตรหวานน้อย อร่อย ไม่อ้วน ได้ประโยชน์ 

เค้กแครอท

สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักแต่อยากทานเค้กแครอท วันนี้เรามีสูตรเค้กแครอท โยเกิร์ต ไขมันต่ำ ทำง่ายๆ โดยเริ่มจากนำ ไข่ไก่ ผงชินนามอน โยเกิร์ต หญ้าหวาน แครอทหั่นฝอย แป้งโฮลวีต และเบกกิ้งโซดา มาผสมรวมกัน จากนั้นนำเข้าเตาอบ เสร็จแล้วเอาออกมาพักไว้ก่อน เตรียมทำน้ำซอส ด้วยการนำโยเกิร์ต หญ้าหวาน เมล็ดอัลมอนด์ผสมรวมกันราดบนเค้ก โรยด้วยเมล็ดทานตะวันที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนดีต่อสุขภาพอีกด้วย 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

แจกความหวาน ขนม สาลี่ ขนมแป้งฟู สูตรดั้งเดิม กลิ่นหอม ยั่วยวนใจ

ขนม สาลี่

หากพูดถึงขนมไทยที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายขนมเค้กต้องยกให้ ขนม สาลี่ เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งสาลี น้ำตาลทราย และไข่ไก่ เติมกลิ่นนมแมว ผสมรวมกัน นำไปนึ่งให้สุกจะได้ขนม สาลีที่มีลักษณะเป็นแป้งฟูนุ่ม หอมละมุนที่มาพร้อมกับรสชาติหวานกำลังดี เรียกได้ว่า ขนมสาลีเป็นขนมเค้กแบบไทยที่ใช้วัตถุดิบน้อยนิด และไม่ต้องใช้เตาอบ ไม่ต้องใช้เนยเป็นส่วนผสมก็อร่อยได้ แถมยังทานได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ขนมสาลี่ยังสามารถทำทานได้เอง และทำฝากเป็นของขวัญให้กับญาติผู้ใหญ่ในวันสำคัญต่างๆ ได้อีกเช่นกัน 

ขั้นตอนทำขนมหวานแสนอร่อย ขนม สาลี่ แป้งฟู ไม่ง้อเตาอบ 

ขนม สาลี่

ใครที่ชอบทำขนมไทยทานเองที่บ้านเป็นประจำอยากจะลองหาเมนูขนมใหม่ๆ แสนอร่อยทำบ้าง ขอแนะนำ ขนมสาลี่ ขนมที่มีแป้งฟูนุ่มๆ ชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ รสชาติหวานละมุนนุ่มลิ้น ในส่วนของวิธีทำก็ไม่ยากอย่างที่คิด แถมไม่ต้องใช้เตาอบ เพียงแค่มีหม้อนึ่งขนมก็สามารถทำขนมสาลี่ได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถทำได้ในปริมาณเยอะทานได้ทั้งครอบครัวอิ่มกันทุกคน โดยสูตรที่จะมาแชร์นั้นเป็นสูตร ขนม สาลี่นมสด แป้งฟู สีสวยน่าทาน แต่ก่อนที่จะลงมือทำขนมเราไปหาวัตถุดิบก่อนเลย

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม 

ขนม สาลี่
  1. แป้งเค้ก 150 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 120 กรัม
  3. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  4. กลิ่นนมแมว 3 หยด
  5. นมสดรสจืด 70 กรัม
  6. ผงฟู ½ ช้อนชา
  7. สาร SP 10 กรัม
  8. น้ำมะนาว ½ ช้อนชา
  9. สีผสมอาหาร 5 หยด

การทำขนม สาลี่นมสดจะใช้สีผสมอาหารสีแดงผสมในแป้งด้วย เพื่อช่วยให้ขนมมีสีสันสวยงาม และเพิ่มวัตถุดิบลูกเกดไว้ตกแต่งหน้าขนมให้น่าทานมากยิ่งขึ้น จากนั้นมาเข้าสู่วิธี ทำ ขนม สาลี่ง่ายๆ กันต่อเลย 

ขนม สาลี่
  1. นำแป้งเค้กมาร่อนรวมกับผงฟู ใส่ในชามภชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไป คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เสร็จเตรียมชามผสมใบใหม่ ใส่ไข่ไก่ ตามด้วยนมจืด และกลิ่นนมแมว ตีส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปผสมกับแป้งเค้ก คนให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ป้ายสาร SP ที่หัวตะกร้อ เปิดเครื่อง นำไปตีแป้งเค้กประมาณ 1 นาที จากนั้นใช้ไม้พายตะล่อมแป้ง และตีต่อไปอีก 5 นาที ใส่น้ำมะนาว สีผสมอาหาร และตีแป้งเค้ดต่ออีกประมาณ 4 นาที 
  2. นำกระดาษไขมารองบนถาดขนม จากนั้นเทแป้งที่เตรียมไว้เกลี่ยหน้าให้เรียบ จากนั้นนำหม้อต้มน้ำให้เดือด ใส่ถาดขนมลงไป จากนั้นนำฝาหม้อห่อด้วยผ้าขาวบาง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหยดลงไปบนหน้าขนม ทำการนึ่งประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วยกถาดขนมออกมา พักให้เย็นพร้อมตัดเป็นชิ้นๆ แต้งหน้าขนมด้วยลูดเกด พร้อมทานได้
ขนม สาลี่

สำหรับขนม สาลี่นมสดจะมีความหอมของนมสดผสมผสานกับกลิ่นนมแมวได้อย่างลงตัว แถมแป้งฟูนุ่ม รสชาติหวานอร่อย และหากทานคู่กับกาแฟสักถ้วยจะยิ่งเพิ่มความอร่อยอีกเท่าตัวเลยทีเดียว นอกจากนี้ขนมสาลี่ยังนิยมทำเป็นขนม สาลี่ ไหว้เจ้าในเทศกาลต่างๆ ของคนไทยเชื้อสายจีนอีกด้วย 

เคล็ดลับการทำ ขนม สาลี่โบราณ แป้งฟู เนื้อเนียนละเอียด หวานอร่อย 

ขนม สาลี่

ขนมสาลี่ เป็นขนมที่ไม่ใช้เตาอบ และใช้ส่วนผสมเพียงไม่กี่อย่างก็สามารถทำให้ขนมแป้งฟูนุ่ม มีกลิ่นหอมชวนทาน แต่อย่างไรก็ตาม การทำขนมสาลี่ทานเองจะต้องมีเทคนิคในการทำให้แป้งฟู นั่นก็คือ ในขั้นตอนตีแป้งจะต้องใช้เครื่องตีขนม เปิดสปีดต่ำ ตีแป้งประมาณ 1-2 นาที จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นสปีดสูงสุด ตีแป้งเค้กต่อไปอีก 5-6 นาที เพียงแค่นี้ก็จะได้แป้งที่มีเนื้อเนียนละเอียด และฟูนุ่มเด้งตามสูตรต้นตำรับชาววังแน่นอน สำหรับใครกำลังสงสัยว่าถ้วย ฟู ปุยฝ้าย สาลี่ ต่างกันอย่างไร ขนมถ้วยฟูหน้าขนมจะแตกเป็นแฉกฟู ส่วนขนมปุยฝ้าย หน้าขนมจะแตกเป็นแฉกชัดเจน และขนมสาลี่มีลักษณะคล้ายเค้กเนื้อเนียนละเอียดนั่นเอง

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
เบเกอรี่

สูตร เครปโรล แป้งนุ่มนิ่ม หลากไส้ รสหวานฉ่ำ ละลายในปาก

เครปโรล

หากพูดถึงขนมหวานที่มีวิปปิ้งครีมเยอะที่สุด คงนึกถึง เครปโรล เป็นเครปที่สอดไส้ด้วยวิปปิ้งครีม รสชาติหวาน นุ่มนวล และทานง่ายอร่อยฟินกำลังดี และหากนำไปแช่เย็นจะยิ่งเพิ่มรสชาติขนมอร่อยมากเป็นสองเท่าเลยทีเดียว เรียกได้ว่า ขนมเครปโรลเป็นเมนูเบเกอรี่ที่สายวิปปิ้งครีมรัก และชอบทานเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม ขนมชนิดนี้มีเทคนิคการทำค่อนข้างละเอียด จึงทำให้หาร้านที่ขายเครปเนื้อแป้งนุ่มๆ ยากมาก และแน่นอนว่าเมนูนี้สามารถทำทานเองได้ โดยไม่ต้องไปตะเวนหาร้านเครปอร่อยๆ ทานให้เสียเวลาอีกด้วย

ขั้นตอนการทำ เครปโรล แป้งนุ่ม สอดไส้วิปปิ้งครีม หวานนุ่มลิ้น 

เครปโรล

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนชอบทานวิปปิ้งครีมเป็นอย่างมาก และมักจะสั่งเมนูขนมหวานที่มีท็อปปิ้งวิปปิ้งครีมมาทานเป็นประจำ แต่เรามีหนึ่งเมนูที่อยากให้ลองชิมและลองทำทานเองอย่าง เครป โรล เป็นเครปชนิดเย็นอัดแน่นไปด้วยวิปปิ้งครีม และยังเป็นขนมที่ทำได้ด้วยตัวเอง คนมือใหม่ทำขนมทานครั้งแรกก็สามารถทำได้ แถมอุปกรณ์ ทำ เค ร ป โรลมีเพียงน้อยนิด ส่วนวิธีการทำสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้านแบบชิลล์ๆ อีกด้วย

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมแป้งเครป

  1. ไข่ไก่ 5 ฟอง
  2. นมสด 350 กรัม
  3. กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  4. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม
  5. น้ำตาลไอซิ่ง 30 กรัม
  6. น้ำตาลทรายแดง 70 กรัม
  7. วิปปิ้งครีม 250 กรัม
  8. เนยละลาย 70 กรัม
  9. เกลือ ½ ช้อนชา
เครปโรล

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมไส้ขนม

  1. วิปปิ้งครีม 450 กรัม
  2. น้ำเชื่อมกลิ่นสตรอเบอร์รี่ 2 ช้อนโต๊ะ
  3. ผงเจลลีรสสตรอเบอร์รี่ 230 กรัม
  4. น้ำสะอาด 750 กรัม
  5. สตรอเบอร์รี่สด 5 ลูก

สำหรับสูตรเครปโรลเย็นที่เราจะมาทำทานในวันนี้เป็นสูตรเครปสตรอเบอร์รี่รสชาติเปรี้ยวหวานทานแล้วอร่อยชื่นใจไม่มีเบื่อ อีกทั้งใช้ส่วนผสมเพียงน้อยนิด ในลำดับต่อมาจะเป็นการทำเครปญี่ปุ่นเย็นแป้งนุ่มๆ กันเลย 

เครปโรล
  1. นำนม เนยละลาย เกลือ กลิ่นวานิลลา และน้ำตาลทราย ใช้ในภาชนะที่เตรียมไว้ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่แป้งลงไป คนให้แป้งเป็นเนื้อเดียวกัน นำแป้งมากรองด้วยกระชอน เพื่อให้ได้น้ำแป้งเนื้อเนียน พักไว้ก่อน
  2. ต่อมาจะเป็นการทำเจอลี่ง่ายๆ โดยเริ่มจากนำเจลลี่สตรอเบอร์รี่สำเร็จรูปใส่ลงไปในหม้อ ตามด้วยน้ำสะอาด คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนเจลลี่ละลาย เทใส่ถาด พักไว้ให้เซตตัว นำวิปปิ้งครีมตีกับน้ำเชื่อมให้ฟู พักไว้ก่นอ
  3. ตั้งกระทะ ทาเนย ใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำแป้งลงไป ทอดให้สุก นำมาพักไว้ให้เย็น นำแผ่นเครปมาวางบนจาน บีบวิปปิ้งครีมลงไป ตามด้วยเจลลี่สตรอเบอร์รี่ ม้วนแป้งเข้าหากัน ตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่สด โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง เสร็จเรียบร้อย 
เครปโรล

วิธีทานเครปโรลสตรอเบอร์รี่ตามสูตรเบเกอรี่โฮมเมดให้ได้ความอร่อยต้องนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง จะทำให้ขนมมีความหวานฉ่ำ เย็นชื่นใจคลายร้อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ขนมเครปสตรอเบอร์รี่สไตล์เบเกอรี่ง่าย ๆ ที่ทำเสร็จแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายวันอีกด้วย 

แชร์ เครปโรล สูตรโอริโอ้ รสชาติหวาน หอมละมุน ทำขาย ได้กำไร

เครปโรล

เครปโรลอีกหนึ่งสูตรที่อยากแนะนำให้ลองทำทานอย่าง เครปโรลโอริโอ้ เป็นเมนูเบเกอรี่ทำเองง่ายๆ ในส่วนผสมของการทำแป้งเครปจะใช้ร่วมกับสูตรเครปสตรอเบอร์รี่นั่นเอง เมื่อได้แป้งเครปแผ่นบางนุ่มๆ แล้ว ต่อมาจะเป็นการทำไส้ขนมด้วยการนำโอริโอ้มาบดให้ละเอียด นำมาผสมกับวิปปิ้งครีมแล้วบีบใส่แป้งเครปที่เตรียมไว้ ม้วนเข้าหากัน เสร็จแล้วจะได้เครปโอริโอ้ที่มีรสชาติหวาน หอมกลิ่นโอริโอ้อร่อยเคี้ยวเพลิน พร้อมทำขายได้กำไรตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

ตามมาดูสูตร ขนม ผิง เม็ดกลมสุดน่ารัก แป้งกรอบ รสชาติหวาน มัน 

วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ ขนม ผิง หนึ่งในขนม ไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีท้าวทองกีบม้าเป็นผู้คิดค้นขนมผิงขึ้นมาให้คนในวังได้ทานกัน แต่ในปัจจุบันขนมผิง ถือว่าเป็นขนมที่หาทานค่อนข้างยากมาก ส่วนใหญ่จะมีขายตามร้านขนมหวานแค่บางร้านเท่านั้น ที่สำคัญขนมชนิดนี้เด็กรุ่นใหม่บางคนยังไม่เคยทาน และยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ดังนั้น วันนี้เรามีสูตรขนมผิงชาววังมาให้ทำตามง่ายๆ ที่บ้าน เพื่อคนในครอบครัวจะได้ลองทานกัน และยังเป็นการอนุรักษ์ขนมไว้ให้กับคนรุ่นหลังสืบต่อไป 

วิธีทำ ขนม ผิง เม็ดกลม สูตรท้าวทองกีบม้า รสอร่อย ละลายในปาก 

ขนม ผิง

ขนมของท้าวทองกีบม้ามีหลากหลายชนิดที่ยังมีขายในปัจุจบัน และหนึ่งในนั้นคือ ขนมผิง ขนมสุดโปรดวัยเด็กของหลายๆ คน และหาทานยากมากเช่นกัน โดยขนมผิงจะมีความโดดเด่นของรสชาติหวานมัน เนื้อแป้งกรอบละลายในปากได้โดยไม่ต้องเคี้ยว แถมยังเป็นขนมที่ทานเล่นได้ทั้งวัน ที่สำคัญขั้นตอนก็สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ซับช้อน เรียกได้ว่า ขนมผิงเม็ดกลมสุดน่ารักเป็นขนมที่อร่อยและทำง่ายๆ อีกด้วย สำหรับใครที่อยากย้อนรอยวันวาน เรามีสูตร ขนม ผิงเม็ดกลม แป้งกรอบ และวิธีทำง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง รับรองว่าถ้าทำตามแล้วจะได้ขนมรสชาติแสนอร่อยแน่นอน

ขนม ผิง

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม

  1. แป้งมัน 1 ½ ถ้วยตวง
  2. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  3. น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
  4. กลิ่นนมแนว 1 ช้อนโต๊ะ

หลังจากที่ได้เตรียมวัตถุดิบของขนม ผิงไปเรียบร้อยแล้วจะเห็นว่ามีส่วนผสมเพียงเล็กน้อย ดังนั้นใครที่ยังเป็นมือใหม่ไม่ต้องกังวล รับรองว่าทำได้แน่นนอน อีกทั้งวิธี ทำ ขนม ผิงสามารถทำได้ดังต่อไปนี้

ขนม ผิง
  1. นำแป้งมันมาร่อนด้วยกระชอนใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นนำมาภาชนะอีกหนึ่งอันมาใส่น้ำตาลทราย หัวกะทิ คนส่วนผสมให้เข้ากันจนกว่าน้ำตาลจะละลาย
  2. ต่อมานำหม้อมาตั้งเตาใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำกะทิที่เตรียมไว้ลงไป จากนั้นค่อยๆ คนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำกะทิจะข้นหนืด จากนั้นยกหม้อใส่ถาดน้ำเย็น เพื่อให้กะทะเย็นตัวเร็วขึ้น
  3. จากนั้นนำนมแมวใส่ลงไปในน้ำกะทิคนให้ละลาย นำไข่ไก่มาตอกใส่ชามตีไข่ให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นใส่แป้งที่เตรียมไว้ลงไป ใช้มือนวดค่อยๆ นวดให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน 
  4. นำถาดอบมาทาน้ำมัน หรือจะใช้กระดาษไขรองถาดอบก็ได้เช่นกัน เสร็จแล้วนำแป้งมาปั้นให้เป็นก้อนกลมๆ ขนาดเล็กวางเรียงกันบนถาดขนม โดยจะต้องเรียงแป้งให้มีช่องว่างเท่าๆ กัน
  5. นำถาดขนมเข้าอบที่อุณภูมิ 180 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบน-ล่าง ประมาณ 12 นาที จากนั้นนำถาดอบออกมาได้พักไว้ให้เย็น เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ขนม ผิง

ขนม ผิงหนึ่งในสูตร ขนม ไทยที่อบเสร็จแล้วจะมีกลิ่นหอมอบอวลชวนทานสุดๆ อีกทั้งเนื้อแป้งกรุบกรอบเคี้ยวได้อย่างเพลิดเพลินตามสูตรต้นตำรับเลยทีเดียว สำหรับขนมผิงที่ทานไม่หมดสามารถนำใส่กล่องพลาสติกที่มีฝาปิดสนิทเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้หลายสัปดาห์อีกด้วย

สูตรลับทำขนม ผิง แป้งกรอบนาน ตามสูตรต้นตำรับชาววัง เก็บไว้ทานได้หลายวัน 

ขนม ผิง

วิธีทำขนม ผิงฉบับขนมไทย ทำเองให้มีแป้งกรอบ หอมกลิ่นนมแมวอ่อนๆ ตามสูตรขนม ผิง โบราณชาววังนั้นทำได้ไม่ยาก โดยขั้นตอนการผสมน้ำกะทิจะต้องใช้หัวกะทิผสมกับน้ำตาลทราย แล้วนำไปตั้งเตาใช้ไฟอ่อนๆ คนน้ำกะทิไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำกะทิจะข้นเหนืด ซึ่งวิธีสังเกตง่ายๆ คือน้ำกะทิต้องหยดเป็นสายต่อเนื่อง ถือว่าใช้ได้แล้ว ในส่วนการนวดแป้งจะต้องใช้มือนวดเท่านั้น และนวดจนกว่าแป้งจะเป็นเนื้อเดียวกัน ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ถาดขนมพร้อมอบได้ เมื่ออบเสร็จแล้วจะได้ขนมที่มีเนื้อแป้งกรอบนานตามต้นตำรับแน่นอน 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารไทย

คะน้าหมูกรอบ เมนูยอดฮิต ร้านตามสั่ง รสกลมกล่อม หมูกรอบฉ่ำๆ

มาต่อกันที่เมนูอาหารตามสั่งยอดฮิตตลอดกาลกันบ้าง และเชื่อว่าหลายๆ คนชอบทานอย่างแน่นอน นั่นก็คือ คะน้าหมูกรอบ เมนูอาหารจานเดียวที่มีรสชาติกลมกล่อม หมูสามชั้นทอดกรอบๆ อร่อยทานได้ทุกวัน และหากเพิ่มไข่ดาวด้วยบอกเลยว่าทานจนลืมคุมน้ำหนักเลยทีเดียว อีกทั้งเมนูผัดคะน้าหมูกรอบยังเป็นเมนูตามสั่งที่ราคาถูกอีกด้วย แต่หากใครไม่อยากออกนอกบ้านแต่อยากทานผัด คะน้า หมู กรอบ แสนอร่อย เรามีสูตร และวิธีทำ คะน้าหมูกรอบอย่างง่ายมาฝากด้วยนะ ว่าแล้วก็ไปดูเลย

วิธีทำ คะน้าหมูกรอบ รสเด็ด หมูกรอบนอกนุ่มใน แสนอร่อย 

คะน้าหมูกรอบ

สายหมูกรอบไม่ควรพลาดกับเมนูคะน้าหมูกรอบ รสเด็ด ที่มีวิธีทำอย่างง่ายๆ คนที่ไม่เคยทำหมูกรอบมาก่อนสามารถทำตามได้แน่นอน นอกจากนี้เรายังมีเคล็ดลับการทำให้หมูกรอบนาน ทานได้อร่อย เคี้ยวมัน เคี้ยวเพลินเหมือนทานตามร้านอาหารตามสั่งเลยทีเดียว ซึ่งวัตถุดิบในการทำคะน้าหมูกรอบนั้นสามารถหาซื้อได้ตามตลาดนัดทั่วไปในราคาไม่แพงอีกด้วย 

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่เตรียม

คะน้าหมูกรอบ
  1. หมูสามชั้น 250 กรัม
  2. พริกแดงจินดา 7-8 เม็ด
  3. ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  4. พริกไทยป่น ½ ช้อนชา
  5. น้ำเปล่า 4 ช้อนโต๊ะ
  6. กระเทียม 25 กรัม
  7. ผักคะน้า 400 กรัม

คะน้าหมูกรอบในสไตล์เมนูอาหารไทยทำเองนั้น เราจะทอดหมูกรอบเอง เพราะจะได้หมูกรอบสดใหม่ๆ นำมาผัดกับเครื่องปรุงจะมีกลิ่นหอม เนื้อกรุบกรอบฉ่ำๆ อีกทั้งยังสามารถทำเมนูอื่นๆ ได้ด้วย และในขั้นตอนต่อมาจะเป็นวิธีทำผัดคะน้าหมูกรอบหนึ่งในอาหารไทยง่ายๆ ไม่ยุ่งยากดังนี้

คะน้าหมูกรอบ
  1. ขั้นตอนแรกเราจะมาทำหมูกรอบกันก่อน โดยนำเนื้อหมูสามชั้นล้างทำความสะอาด และหั้นในแนวยาวความประมาณ โรยเกลือให้ทั่วทุกด้าน ใช้กระดาษซับน้ำออกจากหมู เสร็จแล้วส้อมจิ้มหนังหมู ต่อมาให้เตรียมกระทะมาตั้งเตา ใส่น้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันเดือด และค่อยนำหมูเอาด้านหนังลงก่อน ทอดไปเรื่อยๆ จนกว่าหนังหมูจะฟูกรอบ เสร็จตักออกมา สับเป็นชิ้นๆ พักไว้ก่อน
  2. นำคะน้ามาล้างทำความสะอาด ปลอกเปลือกก้านคะค้าที่แข็งออก และหั่นให้เรียบร้อย เสร็จแล้วนำกระเทียม พริกแดงจินดามาโขลกหยาบๆ 
  3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ใช้ไฟปานกลาง รอให้กระทะร้อน ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงไป ผัดให้หอม ใส่น้ำเปล่าเล็กน้อย และตามด้วยหมูกรอบ ปรุงรสด้วย ซอสปรุงรส พริกไทย ผัดให้เข้ากัน ตามด้วยผัดคะน้า ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง
คะน้าหมูกรอบ

เมนูคะน้าหมูกรอบ เป็นอาหารไทยที่มีรสชาติกลมกล่อม เนื้อหมูกรอบๆ กลิ่นหอมละมุน พร้อมนำมาราดข้าวทานได้อร่อยเคี้ยวกรุบกรอบ เคี้ยวเพลินฟินสุดๆ นอกจากนี้สูตร คะน้าหมูกรอบที่ทำให้ดูนั้นสามารถทำขายเป็นอาหารตามสั่งได้กำไรงามอีกด้วย

เทคนิคง่ายๆ ทำคะน้าหมูกรอบ อร่อยเหมือนร้านอาหารตามสั่ง 

คะน้าหมูกรอบ

คะน้า หมูกรอบ เป็นสูตรอาหารไทยสุดคลาสสิกที่ทานตอนไหนก็อร่อยอิ่มท้องสุดๆ และหากชอบทานไข่ดาวต้องสั่งพิเศษเป็นเมนูคะน้าหมูกรอบไข่ดาวกรอบๆ ยิ่งฟินเพิ่มอีกเท่าตัวเลยทีเดียว หรือหากอยากทานแบบไม่อั้นก็สามารถทำทานได้ง่ายๆ ซึ่งเทคนิคการทำคะน้าหมูกรอบให้อร่อยนั้นส่วนสำคัญอยู่ที่การทอดหมูสามชั้น โดยก่อนที่จะนำหมูมาทอดจะต้องนำหมูไปต้มประมาณ 20 นาที จากนั้นซับให้แห้ง นำมาทอดในน้ำมันเดือดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นมาสับเป็นชิ้นๆ พร้อมนำไปผัดต่อรวมกับวัตถุดิบที่เตรียมไว้ได้เลย เพียงแค่นี้ก็จะได้ผัดคะน้าหมูกรอบๆ อร่อยฟินเต็มคำ 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

ชวนทำขนมคุณยาย ขนมครก สูตรโบราณ แป้งนุ่มนิ่ม หวานละมุน

ขนมครก เป็นขนมที่มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมสุดน่ารักที่มาพร้อมกับเนื้อสัมผัสนุ่มนิ่ม และมีกลิ่นหอมอบอวลยั่วยวนใจคนชอบทานขนม หวาน ไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันขนมครกมีหลากหลายสูตรให้เลือกทานได้แบบไม่อั้น อาทิ ขนมครกใบเตย หรือสูตรขนมครกกะทิ หน้าข้าวโพด เผือก ต้นหอม ฝอยทอง เป็นต้น นอกจากนี้ขนมยังมีการผสมสีธรรมชาติเพื่อให้มีสีสันน่าทานมากยิ่งขึ้น 

วิธีทำ ขนมครก สูตรต้นตำรับชาววัง แป้งนุ่ม ทำง่ายๆ ไม่ซับซ้อน 

ขนมครก

ใครชอบทานขนมครก และชอบทำขนมทานเองที่บ้าน ห้ามพลาด เพราะเราจะมาแจกสูตร และวิธีทำขนมครก ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญรสชาติอร่อยกลมกล่อมตามสูตร ขนม ไทยชาววังอย่างแน่นอน นอกจากนี้เรายังมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการทำขนมครกไม่ให้ติดกระทะมาฝากคนมือใหม่อีกด้วย 

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมทำแป้ง

ขนมครก
  1. แป้งข้าวเจ้า 300 กรัม
  2. น้ำปูนใส 130 กรัม
  3. หัวกะทิ 600 กรัม
  4. น้ำตาลทราย 70 กรัม
  5. ข้าวหอมมะลิหุงสุก 150 กรัม
  6. หางกะทิ 300 กรัม
  7. เกลือสมุทร 2 ช้อนชา

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียมหน้ากะทิ

  1. หัวกะทิ 600 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 100 กรัม
  3. แป้งข้าวเจ้า 1 ½ ช้อนโต๊ะ

สำหรับการทำขนมครกตามฉบับขนมไทย ทำเองง่ายๆ นั้นเรามีวัตถุดิบเพิ่มเติมสำหรับโรยหน้าขนมอย่าง ข้าวโพดหวาน เผือกนึ่ง ต้นหอมซอย หรือจะใช้วัตถุดิบอื่นๆ โรยหน้าขนมได้ตามใจชอบ หลังจากนั้นเรามาเริ่มทำขนมครกหนึ่งในขนม ไทย ทำ ง่ายๆ ได้เลย 

ขนมครก
  1. นำวัตถุดิบที่จะใช้โรยหน้าขนมอย่าง ข้าวโพดหวานฝานบางๆ เผือกหั่นลูกเต๋า นำไปนึ่งให่สุกใช้เวลาประมาณ 20 นาที และนำต้นหอมมาซอยใส่ถ้วย พักไว้ก่อน
  2. ขั้นตอนต่อมาเป็นการทำแป้งขนม ด้วยการนำแป้งข้าวเจ้า ข้าวสวยนึ่งสุก นำปูนใส กะทิ และเกลือ นำมาปั่นให้เข้ากัน เทส่วนผสมทั้งหมดใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
  3. ต่อมาจะมาน้ำกะทิราดหน้าขนม เริ่มจากนำแป้งข้าวเจ้า หัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือมหาสมุทร ใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน 
  4. จากนั้นมาเริ่มทำขนมได้เลย โดยนำกระทะขนมครกมาตั้งเตาใช้ไฟอ่อน ๆจากนั้นหยุดน้ำมันพืชลงไปลงไปในหลุม เมื่อกระทะร้อนแล้วให้ใส่น้ำแป้งลงไปจนครบทุกหลุม จากนั้นตามด้วยน้ำกะทิ โรยด้วยข้าวโพดหวาน เผือกนึ่ง และต้นหอม นำมาฝาหม้อมาปิด ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ใช้ช้อนตักขนมออก ใส่จานพร้อมทานได้เลย
ขนมครก

จบไปเป็นที่เรียบร้อยกับการทำขนมครก สูตรขนมไทย โบราณทำเองอย่างง่ายๆ ที่มีรสชาติหวาน และหอมกลิ่นกะทิละมุน พร้อมเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบของข้าวโพด และเผือก อีกทั้งขนม ครกยังมีสีสันสวยงามชวนทานอีกด้วย ถ้าใครทำขนมคล่องแล้วสามารถลองทำขายสร้างรายได้ สร้างกำไรได้ดีเลยทีเดียว

บอกเทคนิคลับทำ ขนมครก ไม่ติดกระทะ เนื้อแป้งนุ่มนิ่ม สวยงาม 

ขนมครก

อย่างไรก็ตามการทำขนมครกด้วยตัวเองมักจะเจอปัญหาขนมครกติดกระทะ และแกะยากมาก ทำให้หลายคนไม่อยากทำขนมอีกต่อไป ดังนั้นเราจึงจะมาแชร์เทคนิคทำขนม ไทย ง่ายๆ อย่าง ขนมครกไม่ให้ติดกระทะ โดยเริ่มจากนำกระทะมาตั้งเตาให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชให้ท่วม ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วเทน้ำมันพืชออกจะช่วยให้แป้งไม่ติดกระทะนั่นเอง ต่อมาในขั้นตอนเตรียมแป้งให้ผสมกับน้ำปูนใสด้วยจะทำให้เนื้อขนมมีความนุ่มนิ่มมากยิ่งขึ้น และเมื่อหยอดน้ำแป้งลงไปแล้วให้ตามด้วยน้ำกะทิทันที เพื่อให้ส่วนผสมทั้งสองติดกันได้ดีมากขึ้น

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารไทย

แจกเมนูเด็ด แป๊ะซะปลาช่อน สูตรแกงส้ม เนื้อปลากรอบ รสแซ่บถึงใจ

ปลาช่อน เป็นปลาที่มีเนื้อแน่น ฟู รสชาติอร่อย และสามารถนำมาทำเป็นอาหารไทยได้หลากหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือ แป๊ะซะปลาช่อน สูตรแกงส้มรสเด็ด เปรี้ยวกลมกล่อม เนื้อปลากรุบกรอบ ผสมผสานกับผักนานาชนิดอร่อยแซ่บจัดจ้าน ทานแล้วฟินกำลังดี สำหรับแกงส้มแป๊ะซะ ปลาช่อนหากทานร้อนๆ ยิ่งซดคล่องคอทานได้ไม่เบื่อ อีกทั้งเมนูแกงส้มสูตรนี้เป็นเมนูอาหารไทยที่สามารถทำทานได้ทั้งครอบครัวอิ่มท้องกันทุกคน 

ชวนเข้าครัวดูวิธีทำ แกงส้ม แป๊ะซะปลาช่อน สูตรเด็ด อร่อยจัดจ้าน 

แป๊ะซะปลาช่อน

สำหรับอาหารไทยประเภทแกงส้มอีกหนึ่งเมนูที่อยากแนะนำให้ลองทำทานกันที่บ้าน อย่าง แกงส้มแป๊ะซะ ปลาช่อน รสชาติจัดจ้าน และน้ำแกงซึมเข้าเนื้อปลาได้เป็นอย่างดี ทำให้ทานแล้วรู้สึกถึงความกลมกล่อม ละมุนละไลอร่อยลงตัวสุดๆ ที่สำคัญวิธีทำเมนูแกงส้ม แป๊ะซะ ปลา ช่อนทอดกรอบง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอย่างที่หลายๆ คนคิดไว้แน่นอน อีกทั้งเมนูนี้ทานแล้วไม่อ้วน คนที่กำลังลดน้ำหนักสามารถทำทานได้อิ่มท้องฟินสุดๆ ดังนั้น เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเรามีสูตรแกงส้มปลาช่อน แป๊ะซะ เนื้อปลานุ่มฟู รสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม มาให้ลองทำตาม แต่ก่อนอื่นต้องเตรียมวัตถุดิบ และส่วนผสมกันก่อน 

แป๊ะซะปลาช่อน
  1. ปลาช่อน 1 กิโลกรัม
  2. พริกแกงส้ม 200 กรัม
  3. น้ำตาลปิ๊บ 2 ½ ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 7 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  6. เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำมะขามเปียก 13 ช้อนโต๊ะ
  8. ปลานิล 500 กรัม
  9. ผักนานาชนิด 1 ถ้วยตวง

แกงส้มแป๊ะซะปลาช่อนตามสูตรอาหารไทยต้องใช้เนื้อปลานิลโขลกรวมกับพริกแกงส้ม เพื่อให้น้ำแกงเข้มข้น และมีกลิ่นหอมมากขึ้น อีกทั้งต้องใช้ปลาช่อนตัวโตจะมีเนื้อแน่นฟูอร่อย ในส่วนต่อมาจะเป็นการทำแกงส้มแป๊ะซะปลาช่อน ฉบับเมนูอาหารไทยง่ายๆ ดังต่อไปนี้ 

แป๊ะซะปลาช่อน
  1. นำปลาช่อน และปลานิลมาขอดเกล็ด ควักไส้ออก ใส่เกลือ แป้งมัน ขยำปลา และนำมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นใช้มีดบั้งปลาเป็นรอยเฉียง เสร็จแล้วนำปลานิลมาต้มในน้ำเดือด รอให้ปลาสุก 
  2. หลังจากที่ปลานิลสุกแล้ว แกะเอาก้างออกนำมาโขลกกับพรกแกงส้มให้ละเอือดเป็นเนื้อเดียว พักไว้ก่อน ต่อมาให้ปลาช่อนมาทอดให้กรอบ ตักมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เสร็จแล้วเตรียมผักกาดขาว ถั่วฝักยาว ผักกะเฉด หั่นให้เรียบร้อย
  3. นำหม้อมาตั้งเตา นำน้ำสต๊อกปลานิลใส่ลงตัว ใช้ไฟปานกลาง รอให้น้ำเดือดใส่พริกแกงส้มลงไป คนให้ละลาย ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาลปิ๊ป เกลือ น้ำมะขามเปียก คนส่วนผสมให้เข้ากัน ใส่ถั่วฝักยาว ผักกาด และผัดกะเฉดหั่นที่เตรียมไว้ลงไปให้หมด เสร็จแล้วปิดไฟ นำมาราดกับปลาช่อนทอด เป็นกันทอดเรียบร้อย 
แป๊ะซะปลาช่อน

ถ้าอยากทานแกงส้มแป๊ะซะปลาช่อน น้ำแกงร้อนๆ สามารถเปลี่ยนจากจานธรรมดาเป็นหม้อไฟร้อนๆ จะได้ซดน้ำแกงได้คล่องคอ ที่มาพร้อมกับรสชาติกลมกล่อม ทานคู่กับข้าวสวยนุ่มๆ ได้อร่อยลงตัวเป็นอย่างมาก สำหรับใครอยากทานแกงส้มรสชาติอร่อยสามารถทำตามสูตรแกงส้ม แป๊ะซะปลาช่อนของเราได้เลย รสแซ่บจัดจ้านแน่นอน

เผยเคล็ดลับสุดยอดทำแป๊ะซะปลาช่อน หอมอร่อย ปลาไม่เหม็นคาว 

แป๊ะซะปลาช่อน

แกงส้มแป๊ะซะปลาช่อน ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารไทยโบราณที่มีความแปลกใหม่ไม่จำเจ และรสชาติจัดจ้าน อร่อยฟินทุกคำ และยังมีกลิ่นหอมรัญจวนใจสุดๆ สำหรับการทำแกงส้มแป๊ะซะปลาช่อนไม่ให้มีกลิ่นคาวนั้น หลายคนจะข้ามขั้นตอนการล้างปลาไป แต่รู้หรือไม่ว่าการล้างปลาไม่ให้มีกลิ่นคาวจะต้องใช้เกลือ และแป้งมันขัดให้ทั่วตัวปลา จากนั้นนำมาล้างในน้ำสะอาด ใช้กระดาษทิชชูซับให้แห้งก่อนนำมาทอดให้กรอบ ในส่วนการทำน้ำแกงส้มจะต้องรอให้น้ำเดือดจัดแล้วค่อยใส่พริกแกงที่เตรียมไว้ลงไปจะช่วยให้น้ำแกงไม่คาว จากนั้นนำมาราดบนตัวปลาช่อนทอดกรอบจะมีกลิ่นหอมละมุน รสชาติอร่อยถูกใจคนทานเป็นอย่างมาก 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
เบเกอรี่

เมนูอาหารฟาสต์ฟู้ดยอดฮิต ครัวซองค์แฮมชีส รสชาติอร่อย ไม่จำเจ

ครัวซองค์แฮมชีส

เมนูครัวซองค์ ถือว่าเป็นอาหารฝรั่งที่มีให้เลือกทานหลากหลายแต่จะมีหนึ่งสูตรที่หลายคนชอบทาน นั่นก็คือ ครัวซองค์แฮมชีส หนึ่งในเมนูเบเกอรี่ง่าย ๆ ที่มีรสชาติกลมกล่อมอร่อยทานคู่กับกาแฟยามเช้าได้อร่อยอย่างลงตัว อีกทั้งยังเป็นเมนูที่สามารถทำทานได้เองทุกวัน แถมวัตถุดิบ และส่วนผสมต่างๆ มีเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ดังนั้น วันนี้เราจะมาทำเบเกอรี่โฮมเมด อย่างครัวซองค์สูตรแฮมชีสยืดๆ อันแน่นไปด้วยแฮม และผักต่างๆ ที่สามารถทานแล้วอิ่มอร่อยเพียงชิ้นเดียว 

เข้าครัวดูวิธีทำอาหารฟาสต์ฟู้ด ครัวซองค์แฮมชีส หอมอร่อยกลมกล่อม 

ครัวซองค์แฮมชีส

อาหารเช้าถือว่าเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเวลาที่เร่งรีบต้องออกนอกบ้าน จึงทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะซื้อขนมปัง หรืออาหารง่ายๆ ทานลองท้องไปก่อน อย่างไรก็ตามการทำอาหารเช้าทานเองนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับใครที่อยากทำอาหารทานเอง ขอแนะนำครัวซองค์แฮมชีส ถือว่าเป็นเมนูเบเกอรี่ที่สามารถทำทานได้เองในตอนเช้า เพราะนอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว ยังเป็นเมนูที่มีวิธีการทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก 

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม

ครัวซองค์แฮมชีส
  1. แป้งครัวซองค์สำเร็จรูป 3 ชิ้น
  2. แฮม 3 แผ่น
  3. มะเขือเทศ 3 ผล
  4. ผักสลัด 1 ต้น
  5. เชดดาร์ชีส 3 แผ่น
  6. มายองเนส 1 ขวด
  7. ซอสมะเขือเทศ 1 ขวด

สำหรับครัวซองค์แฮมชีส สูตรเบเกอรี่ทำเองจะใช้แป้งครัวซองค์สำเร็จรูป เพราะการทำแป้งครัวซองค์เองนั้นค่อนข้างต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่หากใครอยากทำแป้งเองก็สามารถทำได้ตามใจชอบ ในส่วนวัตถุดิบที่เป็นผักสามารถใช้ผักสลัด ผักกรีนคอส เรดโอ๊ค และบัตเตอร์เฮดที่สามารถหาซื้อได้ตามตลาดนัด หรือร้านชุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ในลำดับถัดมาจะเป็นการทำครัวซองค์สูตรแฮมชีส ดังต่อไปนี้ 

ครัวซองค์แฮมชีส
  1. นำแป้งครัวซองค์สำเร็จรูปออกจากช่องแช่แข็ง นำมาพักไว้ที่อุณหภูมิห้องจนกว่าจะได้แป้งครัวซองค์ที่นุ่มนิ่ม หลังจากนำครัวซองค์มาผ่าครึ่งแต่ระวังอย่าให้แป้งหลุดออกจากกัน พักไว้ก่อน จากนั้นนำผักสลัด มะเขือเทศ มาล้างน้ำให้สะอาด นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นแว่นบางๆ ตักใส่ถ้วยพักไว้ก่อน 
  2. ต่อมาให้นำมายองเนส ซอสมะเขือเทศมาด้านในของแป้งครัวซองค์ให้ทั่วแผ่น ตามด้วยผักที่เตรียมไว้ ใส่มะเขือเทศตามลงไป ใส่แฮม เชดดาร์ชีส นำแป้งครัวซองค์เข้าอบโดยใช้ไฟปานกลาง ประมาณ 5 นาที นำออกมาใส่จาน พร้อมทานได้
ครัวซองค์แฮมชีส

สำหรับวิธีทำครัวซองค์แฮมชีสจะเห็นว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด ที่สำคัญยังสามารถทำทานได้ทุกวันไม่มีเบื่อนอกจากนี้หากใครชอบทานครัวซองค์ขนาดเล็ก ขอแนะนำมินิครัวซองแฮมชีส รสชาติอร่อย แถมยังทานได้ทั้งชิ้นพอดีคำฟินสุดๆ ไปเลย 

เติมความอร่อยด้วย ครัวซองค์แฮมชีสผักโขม สารอาหารครบ ประโยชน์เพียบ

ครัวซองค์แฮมชีส

อีกหนึ่งสูตรครัวซองค์ที่เด็กๆ ชอบทานอย่างครัวซองค์แฮมชีสผักโขม ที่มีรสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นชีสผสมผสานกับผักโขมได้อย่างลงตัว ซึ่งวิธีทำแฮมชีสครัวซองผักโขมก็ง่ายๆ เพียงแค่ทำตามขั้นตอนที่เรานำมาแชร์ได้เลย จากนั้นเพิ่มส่วนผสมที่เป็นผักโขมเข้าไปก็จะได้ครัวซองค์ชีสแฮมใส่ผักโขมแสนอร่อยแล้ว นอกจากนี้ผักโขมยังมีประโยชน์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน เป็นต้น

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
อาหารนานาชาติ

สูตร ทงคัตสึ หมูชิ้นหนานุ่ม แป้งกรอบนอกนุ่มใน อร่อยโดนใจ

ทงคัตสึ

สำหรับใครที่เบื่อหมูทอดแสนธรรมดาอยากลองทานเมนูใหม่ๆ ดูบ้าง แต่ไม่รู้จะทานเมนูอะไรดี วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ ทงคัตสึ หนึ่งในอาหารญี่ปุ่นที่มีรสชาติโดยรวมอร่อย และแป้งกรอบ พร้อมทานคู่กับข้าวสวยและผักกะหล่ำซอยตามด้วยน้ำจิ้มรสชาตินุ่มลิ้นสุดๆ เรียกได้ว่าข้าวหมูทอด ทงคัตสึ เป็นเมนูที่ไม่ว่าจะทานเวลาไหนก็อร่อยอิ่มท้องนาน ที่สำคัญเมนูนี้สามารถทำทานเองได้ด้วย เพราะขั้นตอน และวัตถุดิบมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วิธีทำเมนู ทงคัตสึ และน้ำซอสเข้มข้น อย่างง่ายๆ แบบโฮมเมดทานเอง

ทงคัตสึ

หากพูดถึงอาหารที่ทานแล้วอิ่มอร่อยทานได้ทุกวัน คงต้องยกให้เมนูทงคัตสึ อาหารญี่ปุ่นยอดนิยมที่มีรสชาติอร่อยทานได้ไม่มีเบื่อ และยังสามารถทำทานเองได้โดยไม่ต้องไปต่อคิวนั่งทานที่ร้าน ที่สำคัญเมนูนี้มีวิธีทำไม่ยุ่งยากคนที่เป็นมือใหม่ทำได้ง่ายๆ และทำแล้วอร่อยด้วยนะ เพราะเราจะมาแชร์สูตรหมูทอดทงคัตสึกรอบนอกนุ่มใน พร้อมสูตรน้ำซอสเข้มข้นรสเด็ด รับรองว่าอร่อยชัวร์ 

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม

  1. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  2. เนื้อหมูสันนอก 250 กรัม
  3. ไข่แดง 3 ฟอง
  4. เกล็ดขนมปัง 3 ½ ถ้วยตวง
  5. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ½ ถ้วยตวง
  6. น้ำมันงา ¼ ถ้วยตวง
  7. น้ำมันพืช 3 ถ้วยตวง
  8. กะหล่ำซอย 1 ถ้วยตวง
ทงคัตสึ

วัตถุดิบ และส่วนผสมของน้ำซอส

  1. ซีอิ้วญี่ปุ่น 3 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำตาลทราย ¼ ถ้วยตวง
  3. วูสเตอร์ซอส ½ ถ้วยตวง
  4. ซอสมะเขือเทศ ¼ ถ้วยตวง
  5. สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
  6. มัสตาร์ดชนิดผง ½ ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำส้มสายชูหมัก 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  8. กระเทียมโขลก ½ ช้อนชา

สำหรับเนื้อหมูที่จะทำเมนูอาหารญี่ปุ่นทงคัตสึจะใช้เป็นเนื้อสันนอกชิ้นใหญ่และมีความหนาพอประมาณ ในส่วนวัตถุดิบต่างๆ ในการทำน้ำซอสสามารถซื้อได้ตามร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตได้เลย และต่อมาเราจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำหมูทอด ทงคัตสึกรอบละมุน ฉบับญี่ปุ่นอย่างง่ายดังนี้

ทงคัตสึ
  1. ขั้นตอนแรกนำเนื้อหมูที่เตรียมไว้มาล้างทำความสะอาดซับให้แห้ง และหั่นให้ได้ความหนาประมาณ 2 เซนติเมตร โรยเกลือ และพริกไทยป่นปริมาณเล็กน้อยบนเนื้อหมูคลุกเคล้าให้ทั่ว เสร็จแล้วนำไปคลุกกับแป้งสาลี จากนั้นนำไปชุปไข่ไก่ และคลุกเคล้าเกล็ดขนมปังให้ทั่ว และใช้มือให้กดเนื้อเบาเพื่อให้เกล็ดขนมปังติดมากขึ้น 
  2. นำเนื้อหมูวางใส่จาน และแรปด้วยพลาสติกแรปนำไปใส่ในตู้เย็น ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้ขนมปังติดกับเนื้อหมูได้ดีขึ้น
  3. นำกระทะไปตั้งเตา ใส่น้ำมันพืช และน้ำมันงาลงไป ใช้ไฟปานกลาง รอให้น้ำมันร้อนแล้วนำหมูออกจากตู้เย็น ลงทอดจนแป้งเหลืองแล้วตักออกมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน 
  4. ขั้นตอนต่อไปเป็นการทำน้ำซอส โดยนำสาเก ซีอิ้วญี่ปุ่น น้ำตาลทราย วูสเตอร์ซอส มัสตาร์ดชนิดผง ซอสมะเขือเทศ น้ำส้มสายชูหมัก และกระเทียมโขลกละเอียด ใส่ลงไปในหม้อ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน นำหม้อไปตั้งเตาใช้ไฟอ่อนประมาณ 10 นาที เปิดเตา 
  5. นำหมูทอดมาหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดพอดีคำ วางบนจานข้าว ราดด้วยน้ำซอสเข้มข้น พร้อมกะหล่ำซอย และขิงดองเล็กน้อย เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ทง คัต สึ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองแล้วรสชาติกลมกล่อม กรอบอร่อย เนื้อหมูนุ่มนิ่ม ตามสูตรต้นตำรับ ในส่วนน้ำซอสเข้มข้นทานด้วยกันแล้วฟินเต็มคำ และถ้าใครชอบห่อข้าวไปทานในที่ทำงานต้องลองทำ ข้าวหน้าหมูทอด ทงคัตสึ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

สูตรลับ (ไม่) ลับ ทำ ทงคัตสึ กรุบกรอบ หอมละมุน สไตล์โฮมเมด 

ทงคัตสึ

สำหรับการทำอาหารญี่ปุ่นจะต้องมีความประณีตจึงจะทำให้รสชาติของอาหารออกมาอร่อย ดังนั้นการทำทงคัตสึให้อร่อย มีกลิ่นหอมจะต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ โดยเฉพาะเนื้อหมูสันนอกต้องใช้เนื้อสดไม่มีกลิ่นเหม็น และควรเลือกเนื้อหมูที่สีชมพู ไม่มีสีเขียวคล้ำ กดแล้วไม่บุ๋ม ส่วนเคล็ดลับในการทำน้ำซอสทงคัตสึ วิธีทำง่ายๆ เพียงแค่นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาเคี่ยวให้เข้มข้น และมีกลิ่นหอมละมุนพร้อมราดบนหน้าทงคัตสึ คือ ที่สุดของความอร่อย รสชาตินุ่มลิ้นทานทุกวันก็ไม่เบื่อ

อ่านบทความอื่นๆ: